Peru Trip: Journey to the Sacred Valley from Piura-Lima-Cusco to Urubamba

Trip to the Republic of Peru: September 13-29, 2016.

20/09/2016 – Day 8th of the trip.

วันเริ่มเดินทางท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เราใช้บริการของ Agenta Travel ของคุณปิ่นติดต่อประสานรวมทั้งจัดโปรแกรมตลอดทริปให้ ซึ่งนับว่าสะดวกและยอดเยี่ยมมากรวมทั้งจัดให้ตามประสงค์ซึ่งเราพวกขอกินอยู่แบบประหยัด นอกจากนี้เนื่องจากเวลากระชั้นชิดมาก คุณปิ่นให้เราบินไปประชุมก่อน ไว้วางใจกันค่าทัวร์ยังไม่ต้องจ่าย เที่ยวให้สบายก่อนกลับไทยแล้วค่อยว่ากัน น่ารักที่สุด

เมื่อคืนคุณปิ่นจัดการ check-in ไฟลท์จาก Piura-Lima และส่ง ฺboarding pass มาให้ทางไลน์เรียบร้อย ตื่นเช้ารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วก็รอรถ shuttle ของ APEC ไปส่งที่สนามบิน อย่างที่บอกในวันแรกว่าสนามบิน G Concha Iberico International Airport เมือง Piura เป็นสนามบินเล็กๆ แต่ละวันน่าจะมีเครื่องขึ้นลงไม่มาก แต่เช้านี้พวกเราเสียเวลาเข้าแถวรอนานมาก เจอการตรวจกระเป๋าแบบต้องเปิดให้เจ้าหน้าที่ตรวจทุกใบไม่ว่าเป็นสัมภาระโหลดหรือหิ้วขึ้นเครื่อง ได้สังเกตว่า อ้าว.. สนามบินไม่มีเครื่องสแกนกระเป๋าสัมภาระ รวมทั้งเครื่องสแกนตรวจอาวุธ เวรกรรมมาก.. เราสงสัยกันว่าเขาเอาเครื่องสแกนทั้งหลายไปใช้ติดตั้งอยู่ที่ในโรงแรมที่จัดประชุม APEC ซะหมดแหงๆ เลย กระเป๋าเราแพ็คมาแบบยัดแน่น มีกระเป๋าที่ต้องโหลดกันคนละใบ ใส่เอกสารและข้าวของที่ได้รับแจกจากการประชุมมาด้วย เปิดแล้วต้องลุ้นว่าจะปิดลงหรือเปล่า ในที่สุดก็ผ่านไปได้ด้วยดี ต้องเอามาบอกต่อว่าถ้าจะไปที่นั่นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดกระเป๋าให้เจ้าหน้าที่ล้วงๆ ดูให้พร้อม ต้องจัดแบบมีสง่าราศีอย่าได้ยัดของที่อุจาดตาไว้โจ่งแจ้งเดี๋ยวจะอับอายมาก.. 555

เราใช้บริการสายการบิน LATAM Airlines เหมือนขามา คราวนี้โหลด application LATAM Entertainment ลงใน iPad มาพร้อมสำหรับดูหนังฟังเพลงบนเครื่อง มี boarding pass ของ flight LA 2313 Piura-Lima มาแล้ว แต่ก็ต้องมาเช็คสำหรับต่อ flight LA 2037 Lima-Cusco ด้วย กระเป๋าสัมภาระก็เช็คยาวไปเจอกันที่ปลายทางที่ Cusco เลย เรียบร้อยแล้วก็ผ่านเข้าไปนั่งรอ เวลา 09:25 น. ก็ได้ออกเดินไปขึ้นเครื่อง

Flight LA 2313 จาก Piura – Lima ใช้เวลาบินประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง Jorge Chavez International Airport กรุง Lima ลงจากเครื่องก็ตาลีตาเหลือกหาทางไปต่ออีกไฟลท์ พยายามจะหา transit แต่ไม่มี ต้องเข้ามาสู่ arrival hall ก่อนแล้วเดินกลับไปขึ้นบันไดเลื่อนไป departure เหมือนตอนวันแรกที่ออกจากที่นี่บินไป Piura เราเช็คอินมาจาก Piura ได้ boarding pass ของไฟลท์ LA 2037 Lima-Cusco มาแล้ว ก็แค่ผ่านด่านตรวจแล้วจ้ำไปรอที่ Gate เลย ประมาณ 11:50 น. ก็ได้ขึ้นรถไปส่งขึ้นเครื่อง

ไฟลท์ LA 2037 Lima-Cusco ออกจากสนามบินกรุงลิม่าเวลาเที่ยง เครื่องบินผ่านภูมิประเทศที่งดงามแปลกตาและตื่นเต้นตามประสาที่ได้ข้อมูลมาว่าเมืองปลายทางที่เรากำลังบินไปนี้อยู่ในระดับสูง 3300 เมตร เราจะเมาความสูงหรือเปล่า จะเดี้ยง จะพะงาบๆ หายใจไม่ได้หรือเปล่า เห็นเขาขู่กันจังเรื่อง altitude sickness แต่คุณปิ่นเธอบอกมาว่าไม่ต้องกลัว และอย่ากินยาแก้โรคความสูงนี่เด็ดขาด เธอจัดโปรแกรมการเดินทางให้อย่างเหมาะแล้วคือจะส่งเราไปพักในหุบเขาที่อยู่ในระดับต่ำก่อนเพื่อปรับตัว 2-3 คืนแล้วจึงกลับมาที่ Cusco แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้

ตามตารางบินไฟลท์นี้จะใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 35 นาที แต่แค่ 13:31 น. เครื่องก็ร่อนลงจอดที่สนามบินชื่อ A Velasco Astete International Airport เรียบร้อยแล้ว ตื่นเต้นๆ พยายามท่องจำไว้ตามที่คุณปิ่นย้ำมาคือ เคลื่อนไหวช้าๆ เดินช้าๆๆๆ ทำตัวเป็นสล็อต ค่อยๆ คืบคลานกันให้ได้ ลงจากเครื่องสองสาวเลยเดินล้ำหน้าพี่จินไป ขนาดเราช้าๆ แล้ว หัวใจยังเต้นโครมๆ

จากอีเมล์ของคุณปิ่น เราจะมีรถมารับจากสนามบินที่นี่เพื่อพาไปยังเมือง Urubamba ซึ่งคุณปิ่นได้ติดต่อไว้ให้เรียบร้อยแล้วเพื่อเราจะได้ไม่ต้องลำบากเรื่องการสื่อสารหารถแท็กซี่ไปอูรูบัมบาเอง พอลงเครื่องมารอรับกระเป๋าสัมภาระเราก็มองหาคนที่ควรจะมารอรับ แต่ไม่ยักมีใครมาถือป้ายรับเราสักคน จนได้รับกระเป๋ากันครบถ้วน งัดโพยขึ้นมาดูเห็นชื่อบริษัท Cusco Latin Treks ในอีเมล์ มีเคาน์เตอร์อยู่ในสนามบินพอดีก็เข้าไปติดต่อ มีพนักงานผู้หญิงสองคน บนบอร์ดมีรายชื่อที่เขาจะต้องรับก็ไม่มีชื่อกลุ่มเรา ฉันเอาไอแพดออกมาเปิดอีเมล์ข้อความจากเอเจนซี่ที่ติดต่อกับคุณปิ่นให้หล่อนดู หล่อนก็โทรศัพท์เข้าไปติดต่อสำนักงานในเมืองอยู่นานฟังไม่รู้เรื่อง สรุปว่าเป็นบริษัทนี้แหละที่ต้องรับเรา แต่ไม่รู้เกิดผิดพลาดคลาดเคลื่อนอะไร ก็ให้เรารอ จัดแจงชงชาใบโคคาให้จิบ เห็นว่าช่วยแก้ altitude sickness ได้ จิบแล้วชื่นใจดี พยายามสูดลมหายใจลึกๆ ตามตำรา ทั้งระงับความหงุดหงิดและระงับอาการหัวใจเต้นไม่ปกติ แอบสังเกตสีหน้าน้องๆ สองคนก็ยังดูดีไม่มีใครเหวี่ยงวีน รับสภาพกันไป ยังมีอะไรสวยๆ งามๆ ที่น่าตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าอีกเยอะ วันนี้ช้าๆ ไว้ก่อน เดินวนไปวนมารวมทั้งโผล่ออกไปดูหน้าสนามบิน ท้องฟ้าบนที่สูงนี่แจ่มใสดีมาก ระหว่างรอมีไฟลท์บินอื่นๆ มาลง สังเกตดูผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่ท่าทางเป็นนักท่องเที่ยวมีแต่วัยหนุ่มสาวแทบทั้งนั้น

สรุปต้องรอกันอยู่นานมาก ร่วมสองชั่วโมง กว่ารถจะมารับได้ก็บ่ายสองกว่า 14:15 น. แล้ว พนักงานบอกเสร็จนางก็จ้ำอ้าวนำไปขึ้นรถ แหม่มกับไหมตามออกไปอย่างรวดเร็ว ไอ้เราก็มัวเก็บไอแพดที่เอาออกมาเปิดดูข้อมูลและโปรแกรมเดินทางคั่นเวลา พอลากกระเป๋าตามออกไปก็หารถไม่เจออีก ต้องวกกลับไปที่เคาน์เตอร์บอกนางว่าฉันไม่รู้ว่ารถยูจอดอยู่ตรงไหน กว่าจะได้ขึ้นรถ ปรี๊ดในใจ(และคงล้นออกมาที่สีหน้าแน่นอน)ไปอีกรอบ

คนขับรถพูดภาษาสเปนล้วนๆ ถามชื่อได้ความประมาณ เอลโมคาเนซ อะไรสักอย่างประมาณนี้นี่แหละ จะพาไปไหนก็เลยไม่ต้องสื่อสารกัน นั่งๆ มันไป รถที่มารับเป็นโตโยต้า ยาริส สีแดงเชียว ดูว่ารถคันนิดเดียวมันจะใส่สัมภาระของพวกเราสามคนหมดหรือ เออ ใส่หมดอย่างไม่น่าเชื่อแฮะ รถเขาไม่มีถังแก๊สมากินพื้นที่เต็มที่เก็บของท้ายรถอย่างบ้านเรามั้ง ตาเอลโมขับรถพาเราเข้าเมือง ระหว่างทางจู่ๆ ก็จอดซื้อน้ำอะไรไม่รู้เป็นสีน้ำตาลๆ ถุงเบ้อเริ่มที่มีคนขายอยู่ริมถนน แล้วพี่แกก็กัดถุงดื่มหน้าตาเฉย ถามก็ตอบกันไม่รู้เรื่อง เลยได้แต่ถ่ายรูปมา เหมือนเป็นน้ำชาอะไรสักอย่างแต่มันดูขุ่นกว่าชาที่เราคุ้นๆ  นั่งรถมาประมาณ 20 นาทีก็มาถึงในเมือง Cusco จอดรถแล้วส่งภาษาเรียกให้เราลง พาเราเดินเข้าไปในอาคารโรงแรม Inti Wasi จึงได้รู้เรื่องราวว่า อ๋อ.. พามาแวะที่ออฟฟิซเพื่อจ่ายค่ารถนั่นเอง เหมาทั้งรอบนี้และที่จะต้องรับส่งเราอีกในช่วงต่อไปหลังจากกลับจาก Machu Picchu และจะต้องมาพักที่นี่ 2 คืน

จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ค่ารถรับส่งเหมารวม 3 เที่ยว คือจากสนามบินที่จะไปส่งที่เมืองอูรูบัมบาวันนี้ ค่ารถรับจากสถานีรถไฟวันที่กลับจาก Machu Picchu มาเข้าที่พักที่นี่ และค่ารถไปส่งที่สนามบิน Cusco รวม 70 US$ ได้ใบเสร็จเป็นหลักฐาน ย้ำกับคนรับเงิน (เขาแนะนำตัว แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว) ว่าแล้วอย่าพลาดอีกนะยะเวลาไปรับเราคราวหน้า หลังจากนั้นโชเฟอร์ก็พาเราออกเดินทางต่อ จุดหมายปลายทางวันนี้อยู่ที่เมือง Urubamba มาทราบภายหลังจากแผนที่ว่าการเดินทางของเราใช้เส้นทางหลักที่ผ่านเมือง Chinchero ตามเส้นสีม่วงในภาพแผนที่ ขอบคุณภาพแผนที่ จาก http://www.peru-travel.net

Image-1
Map from http://www.peru-travel.net

เมื่อรถพาออกนอกเมืองมาก็เจอกับทิวทัศน์สองข้างทางสวยงาม สวยแบบแห้งๆ อากาศเย็นสบาย รถไม่ต้องใช้แอร์ พอเรายกกล้องขึ้นถ่ายรูป คุณโชเฟอร์เธอก็ลดกระจกรถลงให้อย่างมีอัธยาศัยไมตรี มาได้ราวครึ่งชั่วโมง ช่วงก่อนจะถึง Chinchero พี่แกก็แวะจอดรถให้เราลงไปชมวิวสัมผัสบรรยากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจ บริเวณที่จอดเป็นเนินเขา มีสิ่งปลูกสร้างร้างๆ เหมือนจะเป็นโรงนาหรือคอกปศุสัตว์อะไรสักอย่าง จะถามกันก็คุยกันไม่รู้เรื่องเลยได้แต่ถ่ายรูปแบบมึนๆ หอบหายใจติดขัดนิดหน่อยให้รู้สึกว่าได้มาเจอบรรยากาศในระดับความสูงกันแล้ว แวะพักถ่ายรูปกันครู่หนึ่งก็เดินทางต่อจนเข้าเขตชุมชนเมือง Chinchero

เข้าเขตชุมชนมาได้สักครู่ โชเฟอร์ก็พาเรามาแวะที่หมู่บ้านซึ่งเป็นศูนย์สาธิตการทอผ้าของชาวพื้นเมืองอินคา ประมาณว่าเป็นโอทอปเปรู มีสาวๆ ในชุดพื้นเมืองมารอรับนักท่องเที่ยว เชิญชวนให้เข้าชมฟรี โผล่เข้าไปก็เจอป้ายไวนิลผืนใหญ่ อ่านได้ความว่า Inca Textiles Chinchero & Ancient Traditions Weaving Center Demonstration & Exhibition..  สาวผู้ต้อนรับพวกเราที่นี่เธอพูดภาษาอังกฤษเป็นไฟเลย มีสาธิตวิธีการย้อมเส้นใยขนสัตว์ นัยว่าเป็นขนอัลปากาด้วยสีย้อมจากธรรมชาติ เช่นใบไม้ ดอกไม้ ฝักหรือเมล็ด หรือแม้กระทั่งแมลงจำพวกเพลี้ยที่เมื่อขยี้ให้สีแดงสด สาวที่บรรยายบอกว่าทาปากแล้วแม้โดน thousand kisses ก็ยังไม่ลบเลือน หลังจากนั้นก็ชักชวนเชิญชมสินค้า เอาเสื้อคลุมเอาหมวกพื้นเมืองมาสวมให้ถ่ายรูปกันสนุกสนาน ก็ชมเพลินเกินห้ามใจ เสียเงินสิคะ ฉันได้ผ้าพันคออัจฉริยะที่เป็นทั้งผ้าพันคอและหมวก สวมใส่ได้หลายรูปแบบ 1 ชิ้น กับถุงมือ 1 คู่ แม่ค้าบอกว่าทำจากขนอัลปากาละอ่อน baby alpaca โดนหลอกหรือเปล่าไม่รู้ แต่มันหนาวจึงคิดว่าจำเป็นและมีเหตุผลสมควรที่ต้องซื้อ

มาหมู่บ้านโอทอปพื้นเมืองทั้งที่ ก็ต้องปลอมตัวเป็นชนเผ่า ชอบมากเลย ภาพจากมือถือน้องไหม

นอกจากหัตถกรรมสิ่งทอ ในหมู่บ้านก็มีรูปแบบการดำรงวิถีชีวิตชาวพื้นเมือง มีการเลี้ยงสัตว์ นอกจากจำพวกอัลปากาและลามะซึ่งเห็นทีแรกแยกไม่ออกไม่รู้ตัวไหนเป็นตัวไหนแล้ว ที่สำคัญและมีการพูดถึงมากคือ guinea pig หรือหนูตะเภาซึ่งเขาเลี้ยงไว้เป็นอาหารชั้นเลิศ น้องๆ ไปดูและถ่ายรูปกันมา แต่จินตนามัวช้อปปิ้งเลยไม่ได้ดูอะไร สนุกสนานกันอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง เราก็อำลาหมู่บ้านโอทอป เดินทางต่อ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เข้าสู่เมือง Urubamba

เข้าเมือง Urubamba อีตาโชเฟอร์พาเราขับไปเรื่อยจนทำท่าจะออกจากเมือง เราก็ เฮ้ย! จากข้อมูลที่ได้มาที่พักของเราจะอยู่ใกล้ย่านกลางเมือง แกจะพาเราไปไหนนี่ ต้องกลับรถเข้าเมือง กลับรถเดี๋ยวนี้! เอาชื่อโรงแรมให้ดู มีเบอร์โทรศัพท์ มีแผนที่เล็กๆ มีชื่อถนน พี่แกดูแล้วก็พยักหน้าทำท่าว่ารู้ แต่ยังพาหลงวนไปวนมาหาที่พักไม่เจอ แกโทรศัพท์ตามเบอร์ที่เราได้มาจากเว็บ ก็ติดต่อไม่ได้ ไหมเปิด Google Translator พยายามสื่อสารให้แกจอดถามผู้คน แกก็ไม่ถาม กว่าจะยอมปริปากก็พาเราเวียนซะจนเวียนหัวตามๆ กัน กว่าจะมาจอดริมรั้วบ้านหลังหนึ่ง ลงไปกดกริ่งมีคนมาเปิดประตู แกเรียกให้เราลงรถ เปิดท้ายรถยกสัมภาระเราลง ฉันยังงงว่าอะไร ยังไง ปรากฏว่าใช่บ้านนี้แหละที่พักของเรา มันก็มีป้ายแต่ทีแรกมองไม่เห็น ถึงที่พักก็เกือบห้าโมงครึ่ง โชเฟอร์ส่งเราแล้วก็โบกมือลาไป แกคงมึนๆ เหมือนกัน

คืนนี้เราพักใน hostel เล็กๆ ชื่อ Hostal Valle Urubamba เป็นบ้านสองชั้นที่แบ่งทำเป็นห้องให้เช่า คนดูแลเป็นชายหนุ่มวัยน่าจะไม่ถึงสามสิบ เราถามว่าทำไมติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้เลย เขาว่าโทรศัพท์เสีย ขอโทษด้วย ..กรรมจริง! สภาพบ้านก็ดูสะอาดสะอ้าน ห้องรับแขกมีเตาผิง ให้บรรยากาศแปลกไปจากที่คุ้นเคย เราพักห้อง triple มีเตียงนอน 3 เตียงวางเต็มห้องอย่างที่เห็นในภาพ มีห้องน้ำในห้อง เป็นที่พักราคาประหยัดสุด คืนละ 30 US$ ประมาณพันบาทเศษ จากหรูๆ เมื่อหลายวันที่ผ่านมา คราวนี้คืนสู่สามัญ

เข้าที่พักได้ก็มีอาการปวดมึนหัวตุบๆ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ยังไม่มีเรี่ยวแรงทำอะไร ชงชาใบโคคากับน้ำร้อนดื่มเข้าไปถ้วยนึง ควักยาลมสำเร็จรูปที่พกมาใส่ปาก 3 เม็ดรวด แล้วลงนอนยาวเลย ที่ควรจะได้ออกไปเดินชมเมืองก็ไปไม่ไหวแล้ว

สรุปว่าได้สัมผัสอาการ Altitude Sickness แบบเริ่มต้นนิดหน่อยแล้ว นี่ขนาดว่าลงมาพักในหุบเขาแล้วนะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s