Peru Trip: The Sacred Valley – Part 1.

Trip to the Republic of Peru: September 13-29, 2016.

21/09/2016 – Day 9th of the trip – Part 1: Urubamba-Moray-Maras

หลังจากเมื่อเย็นวานได้สัมผัสอาการปวดมึนหัว หายใจไม่ปกติ หัวใจเต้นตูมๆ จนต้องลงนอนทำตัวให้ขนานกับพื้นโลกที่สุด อมยาหอมเทพจิตรตราห้าม้าไป 3 เม็ด หลับตาประคับประคองลมหายใจอยู่บนเตียงโดยไม่ได้ออกไปชื่นชมทัศนียภาพใดๆ พอดึกรู้สึกหิวลุกมาชงโจ๊กที่พกมาจากเมืองไทยกินไปถ้วยหนึ่งแล้วนอนต่อ เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาด้วยอาการสดชื่นตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า มองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนเห็นบ้านที่อยู่ใกล้กับโฮสเตลที่พักกับวิวภูเขาสูงเป็นฉากหลัง ควักไอแพดมาเปิดแอพ InstaWeather บอกอุณหภูมิ 8 องศา.. กี๊ดดด.. ดีใจ

 

ออกไปสูดอากาศสดชื่นพร้อมสำรวจบริเวณรอบๆ ที่พัก Hostal Valle Urubamba เป็นโฮสเตลเล็กๆ สภาพไม่หรูหราแต่ก็สะอาดสะอ้าน ตกแต่งน่ารักน่าอยู่สมราคาซึ่งนับว่าถูกมากและถูกที่สุดในทริปนี้ (พัก 3 คน คืนละ 30 US$) ที่ชอบมากคือมีหมาน่ารักหลายตัว สอบถามได้ความว่าของบ้านนี้เองมีตัวเดียว (บัดนี้ลืมชื่อหมาไปซะแล้ว) ขนสีดำมีแต้มน้ำตาล นอกนั้นเป็นของเพื่อนบ้านเข้ามาเล่นกัน

วันนี้ตามโปรแกรมที่ได้รับแจ้งมาคือจะมีไกด์มารับเราราว 9 โมงเช้าเพื่อออกเดินทางท่องเที่ยวในจุดต่อไป เราจึงมีเวลาราว 3 ชั่วโมงที่จะเตรียมตัว อาบน้ำทำธุระส่วนตัว และมีเวลาถ่ายรูปเล่นกับหมาที่น่ารักและเป็นมิตรมากๆ ระหว่างรอเวลาอาหารเช้าซึ่งพ่อหนุ่มที่เราพบเมื่อคืนที่คงเป็นเจ้าของโฮสเตล เขาไปจ่ายตลาดเพิ่งกลับมา

ห้องรับประทานอาหารเป็นห้องเล็กๆ มีโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ชุด อาหารก็มีขนมปังพื้นเมืองกับเนยและแยม น้ำผลไม้ เมนูไข่แล้วแต่เลือก ชา กาแฟตามอัธยาศัย ส่วนน้ำดื่มแบบน้ำขวดอย่างบ้านเราไม่มีให้ ต้องไปซื้อที่ร้านขายของในเมืองเอง อาหารเช้าก็อร่อยดี น่าจะเพราะหิวเนื่องจากเมื่อคืนไม่มีแรงออกไปกินอาหารเย็นกัน

กินอาหารเช้าเสร็จก็ออกมาชมต้นไม้ใบหญ้าถ่ายรูปเล่นรอบๆ บ้าน

ระหว่างรอรถมารับดูนาฬิกายังมีเวลาเหลือ จึงชวนกันออกไปเดินดูบ้านเมือง แหม่มขอพักไม่ไปด้วย จึงมีแต่ฉันกับไหมไปกัน ตั้งใจไปหาซื้อน้ำดื่มด้วย บ้านเมืองเป็นตรอกแคบๆ สองข้างทางเป็นห้องแถว โชคดีวันนี้มีตลาดนัดหรือไงไม่รู้ จึงได้เห็นชีวิตผู้คนพื้นเมืองที่นี่ มีชาวบ้านนำผักสดผลไม้ดอกไม้มาขาย บริเวณตลาดนี้อยู่ไม่ไกลจากที่พักเรานัก เดินกันไปไม่นานก็กลับ รู้สึกเหนื่อยพอดูเหมือนกัน

ประมาณเกือบเก้าโมงครึ่ง รถที่มารับเราจึงมาถึง นัยว่าหาโรงแรมไม่เจออีกเช่นกัน ไกด์ของเราวันนี้เป็นผู้หญิงสวยเข้มแบบสาวเปรู ชื่อ Marisol (อันนี้มาทราบชื่อชัดๆ ภายหลังจากกลับมาแล้ว ตอนที่พบกันนั้นฟังว่ามารีอะไรสักอย่าง แค่ชื่อไกด์ยังฟังไม่รู้เรื่อง 555..) กับคนขับรถเป็นชายหนุ่มลืมชื่อไปแล้วเช่นกัน รถที่มารับเป็นรถตู้ซึ่งนั่งได้ 7-8 คนสบายๆ แต่มีเฉพาะพวกเราแค่นี้เอง  เราร่ำลาหนุ่มเจ้าของโฮสเตลและขอชักภาพร่วมกันไว้เป็นที่ระลึกก่อนจาก

รถพาเราออกจากที่พัก มุ่งหน้าย้อนกลับไปเส้นทางที่เราเข้ามาเมื่อวาน ไปแวะจอดที่หมู่บ้านหนึ่ง ประมาณว่าพาไปดูรูปแบบการดำรงชีวิตของชนพื้นเมือง อธิบายถึงวิธีการทำน้ำหมักข้าวโพดซึ่งเป็นประมาณเครื่องดื่มสุขภาพของชาวอินคา ฟังทันมั่งไม่ทันมั่ง ถ่ายรูปมาก่อน ค่อยหาข้อมูลเพิ่มเติมภายหลัง แวะดูที่นี่แป๊บเดียวก็ขึ้นรถเดินทางต่อ

จากนั้นก็เดินทางผ่านภูมิประเทศเหมือนๆ วันที่เดินทางมา สองข้างทางเป็นทุ่งแล้งๆ เนินเขาหัวโล้นๆ ดินแดงๆ ประมาณ 20 นาที ก็มาถึงที่หมาย จุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง Moray การเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวใน Sacred Valley นักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋ว Tourist ticket สำหรับของพวกเรารวมอยู่ในบริการของบริษัทที่จัดรถจัดไกด์นำเที่ยวให้เราแล้ว ไกด์แจกตั๋วให้คนละใบให้เขียนชื่อตัวเองลงไป เป็นตั๋วแบบ 2 วันสำหรับ 4 จุดท่องเที่ยว ราคาคนละ 70 Sol.

ออกจากรถมาสัมผัสอากาศเย็น ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศและความอลังการของ Moray Terraces พื้นที่การเกษตรแบบขั้นบันไดของชาวอินคาโบราณ ที่นี่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 3,500 เมตร มีลักษณะพิเศษคือเป็นวงกลมทำเป็นขั้นๆ เหมือนอัฒจันทร์ในสนามกีฬาขนาดมหึมา แต่ละขั้นสูงกว่ากันประมาณ 2-3 เมตร ดูในภาพในเว็บต่างๆ มันสีเขียวสดชื่นซึ่งคงจะงดงามที่สุดหลังฤดูฝน แต่ตอนที่เราไปนี่หน้าแล้งมีแต่หญ้าสีน้ำตาลเลยดูแห้งแล้ง แต่อากาศเย็นสบาย ไกด์บรรยายว่าที่นี่เป็นเหมือนแปลงทดลองวิจัยการปลูกพืชต่างๆ ของชาวอินคา เพื่อให้เหมาะสมกับอุณหภูมิที่ระดับต่างๆ คือที่ก้นอ่างจะอุณหภูมิสูงกว่าขั้นบน ว่ากันว่าที่เห็นเป็นขั้นๆ นั้น แต่ละขั้นอุณหภูมิต่างกันหลายองศาเลย ระหว่าง terrace แต่ละขั้น มีแผ่นหินที่เรียงเป็นเหมือนบันไดให้ขึ้นลงได้ แต่ท่าทางจะต้องใช้พลังมากมายให้การปีนขึ้นลงเพราะแต่ละแผ่นน่าจะระดับต่างกันราวครึ่งเมตร เราไม่ได้ลงไปสัมผัสบรรยากาศก้นอ่างเพราะต้องถนอมสังขาร พยายามเคลื่อนไหวช้าๆ ตามที่ได้รับคำเตือนมา

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 50 นาที ก็ขึ้นรถเดินทางต่อ ไกด์พาไปแวะที่ในเมืองเล็กๆ เห็นป้ายที่เต๊นท์บอกว่า Municipalidad Distrital de Maras แปลได้ความว่า District Municipality of Maras ให้ชมและชิมเครื่องดื่มพื้นเมืองทำจากข้าวโพด รสชาติเปรี้ยวๆ นึกว่าสาธิตให้นักท่องเที่ยวชมและชิมฟรี ได้มาแอ๊คท่าถ่ายรูปคนละถ้วย รสชาติไม่ถูกรสนิยมของฉัน แต่ฝืนชิมๆ ไปเพื่อมิตรไมตรีอันดีงาม กินเสร็จผู้หญิงพื้นเมืองที่ทำก็ส่งภาษาฟังไม่รู้เรื่อง แต่แปลเอาเองว่าให้จ่ายค่าเครื่องดื่มด้วย ก็หาเหรียญชำระค่าเสียหายกันไป

ราว 11:35 น. ก็ขึ้นรถเดินทางต่อไปชมนาเกลือบนภูเขา ใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 10 นาที จากทางที่รถวิ่งอยู่บนเขามองลงไปเห็นบ่อเกลือสี่เหลี่ยมเล็กๆ สีขาวลดหลั่นกันอยู่บนหน้าผา งามแปลกตาดี นาเกลือหรือเหมืองเกลือ Salinas de Maras นี้อยู่ที่ความสูงระดับ 3,380 เมตร พื้นที่ทำเป็นบ่อสี่เหลี่ยมเล็กๆ กักน้ำเค็มธรรมชาติที่ไหลมาจากภูเขาไหลลงบ่อเป็นทอดๆ ตากทิ้งไว้ให้น้ำระเหยตามธรรมชาติวิธีง่ายๆ ที่ทำกันมาแต่โบราณตั้งแต่ยุคสมัยอินคา ว่ากันว่าเกลือจากที่นี่บริสุทธิ์สะอาดมีแร่ธาตุดีงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ปัจจุบันมีบ่อเกลือทั้งหมดราว 3,000 บ่อ

อ่านเรื่องราวเหมืองเกลือเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ http://www.saltoftheearthco.com/salinas-de-maras/

การชมเหมืองเกลือที่นี่มีค่าเข้าชมคนละ 10 Sol. ซึ่งต้องจ่ายต่างหาก ไม่รวมอยู่ในตั๋ว Sacred Valley ดูนาเกลือและวิธีทำเกลือแล้วก่อนกลับก็แวะชมผลิตภัณฑ์สินค้าของที่ระลึกที่มีจำหน่าย ชิมเกลือสารพัดรสและสี พร้อมถั่วและข้าวโพดอินคา ไม่ได้ซื้อเกลือมา แต่ซื้อช็อกโกแลตเค็มยี่ห้อ Machu Picchu มาลองซะหน่อยอร่อยดี

ประมาณเที่ยงครึ่งเราก็อำลาเหมืองเกลือย้อนกลับมาตามเส้นทางภูมิทัศน์เดิมๆ เพิ่มเติมคือฟ้ากระจ่าง เห็นยอดเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม สวยมาก ท้องเริ่มเรียกร้องหาอาหารมื้อเที่ยง ไกด์นำเสนออาหารเปรูในร้านอาหารมีชื่อของเมืองอูรูบัมบา ซึ่งไม่มีใครขัดข้อง

บ่ายโมงกว่าก็ถึงร้านอาหาร ชื่อ Muna Restaurante ชื่อ Muna มาจากชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่งของเปรู ซึ่งว่ากันว่ามีสรรพคุณมากมายและช่วยบรรเทาอาการ altitude sickness ได้ดี บางคนว่าดีกว่าใบโคคาด้วย คุณมารีไกด์ของเราเด็ดใบมูนาจากสนามหญ้าของภัตตาคารมาให้พวกเราดูและลองดมกลิ่นซึ่งคล้ายๆ พวกมินท์หรือสะระแหน่ หอมชื่นใจได้แรงดีมาก

ที่หน้าร้านอาหารมีชาวพื้นเมืองนำของที่ระลึกมานั่งขาย และยังมีร้านขายผลิตภัณฑ์จากขนอัลปากา ยี่ห้อ Sol Alpaca ซึ่งเรียกความสนใจจากพวกเราได้มาก หลังรับประทานอาหารได้มาจัดกันอย่างทั่วถึงคนละชิ้นสองชิ้น กระเป๋าแหกกันไป

สำหรับอาหารเที่ยงมื้อนี้ เป็นแบบบุฟเฟต์ (ถ้าจำราคาไม่ผิด รู้สึกจะหัวละ 50 Sol.) มีอาหารให้เลือกหลากหลาย ฉันก็ชิมอย่างละนิดละหน่อย ส่วนเครื่องดื่มไม่รวมอยู่ในค่าอาหาร ก็ลองสั่งน้ำผลไม้ซึ่งเขาแนะนำว่าเป็นเมนูยอดนิยมคือ chicha morada ทำจากข้าวโพดสีม่วง ก็อร่อยดี

สำหรับ Moray – Maras ที่เราได้ไปชมมานี้ อ่านเจอเรื่องราวคนที่ไปเที่ยวในที่เหมือนๆ เรา เขาเขียนไว้มีรายละเอียดน่าอ่านและรูปสวย เลยขอนำมาแปะไว้หน่อย ตามนี้เลยค่ะ http://jonistravelling.com/day-trip-moray-salinas-maras-sacred-valley/

อิ่มหนำสำราญแล้วเราก็ออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไป Ollantaytambo
งดงามน่าทึ่งอย่างไร โปรดติดตามในตอนต่อไปค่ะ
.. กว่าจะออกมาได้แต่ละตอน ช่างล่าช้ายืดยาดเหลือเกิน ยังมีใครอยากรออ่านมั่งไหมเนี่ย .. See you soon!

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s