Peru Trip: The Sacred Valley – Part 2.

Trip to the Republic of Peru: September 13-29, 2016.

21/09/2016 – Day 9th of the trip – Part 2: Ollantaytambo

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เช้าวันที่ 21 ก.ย. เช็คเอาท์ออกจากที่พัก Hostal Valle Urubamba ไปเที่ยว Moray Terraces กับเหมืองเกลือ Salinas de Maras มาแล้ว ย้อนกลับมากินมื้อเที่ยงที่ Urubamba จากนั้นก็มุ่งหน้าไปเมือง Ollantaytambo จุดท่องเที่ยวสำคัญสุดปลายทางของ The Sacred Valley

ตอนที่แล้วลืมเกริ่นแนะนำ The Sacred Valley เลยขอยืมคำอธิบายจาก Google มาแนะนำสักหน่อย ขี้เกียจแปล เขาว่างี้ค่ะ..  “The Sacred Valley is a region in Peru’s Andean highlands. Along with the nearby town of Cusco and the ancient city of Machu Picchu, it formed the heart of the Inca Empire. Stretching roughly 60 kilometers, it’s an area of fertile farmland and Spanish colonial villages like Pisac and Ollantaytambo. Pisac is known for its Sunday handicraft market and hilltop Incan citadel.”

มาเที่ยวครั้งนี้ ก่อนมาเราไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรทั้งนั้น ท่องมาแค่ Machu Picchu ที่พอจะรู้จัก ดีที่ได้มืออาชีพช่วยดูแลจัดโปรแกรมให้ เราจึงได้เห็นอะไรมากกว่าที่คาดคิด แต่ด้วยเวลา (และเงินด้วย) ที่จำกัด จึงมีโอกาสได้เที่ยวเพียงบางแห่งแบบย่อๆ และแต่ละที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ แม้กระทั่งระหว่างเส้นทางใน Sacred Valley จาก Urubamba ไปยัง Ollantaytambo ในบ่ายวันนี้ ออกจากร้านอาหารมาได้ไม่ถึง 10 นาที รถก็แวะจอดริมหน้าผาข้างทาง ไกด์ชวนพวกเราลงจากรถ ก็ลงมาแบบงงๆ ว่าแวะดูอะไร เธอชี้ให้ดูบนหน้าผาโน่น .. ลิบๆ ตัดกับฟ้าใส เหมือนกล่องอะไรขึ้นไปตั้งอยู่โน่น

ซูมกล้องสุดฤทธิ์ มันคือภาพแคปซูลที่พักบนหน้าผา ผู้จะไปพักต้องไต่เขาขึ้นไป
เหมาะสำหรับผู้รักการป่ายปีนหน้าผาขึ้นไปสูดอากาศพักผ่อนบนโน้น .. คุณมารีถามว่าสนใจไหม
โถ.. แค่จะเดินบนพื้นราบๆ เรายังจะพาตัวไปไม่รอด ขืนต้องแบกสัมภาระปีนหน้าผาขึ้นไปโน่นคงตายแน่

IMG_7356

แวะตื่นเต้นและถ่ายรูปกันแล้วก็เดินทางต่อ ประมาณ 10 นาทีรถก็พาพวกเราเข้าสู่เมือง Ollantaytambo จุดท่องเที่ยวสำคัญคือขึ้นไปดูเมืองโบราณของอินคา เป็นจุดท่องเที่ยวที่คาดว่าทุกคนต้องมาแวะ มีรถนำนักท่องเที่ยวมาเยอะมากทั้งชาวต่างชาติและชาวเปรูเอง รวมทั้งนักเรียน นักศึกษามาทัศนศึกษาเป็นหมู่คณะ ต้องพาสังขารเดินขึ้นไปชมเมืองที่สร้างบนเขาให้หัวใจสูบฉีดโลหิตแบบทำงานหนักมาก ใจเต้นโครมๆ ต้องหยุดพักสูดลมหายใจช้าๆ ควักยาหอมเทพจิตรมาช่วยชีวิตกันคนละ 2-3 เม็ด คุณไกด์มองด้วยความสนใจจึงส่งให้เธอลองเม็ดนึง เธอใส่ปากเข้าไปแล้วทำตาโต อ้าปากค้าง สักครู่ก็หลับตากางแขนทำท่าจะโบยบิน บอกว่า Oww.. I felt like I’m flying..

เมือง Ollantaytambo อยู่ที่ระดับความสูง 2,792 เมตร คำบรรยายอธิบายเกี่ยวกับเมืองนี้ค้นมาจาก Google ได้ความว่า “Ollantaytambo is a village in the Sacred Valley of south Peru, set on the Urubamba River amid snow-capped mountains. It’s known for the Ollantaytambo ruins, a massive Inca fortress with large stone terraces on a hillside. Major sites within the complex include the huge Sun Temple and the Princess Baths fountain. The village’s old town is an Inca-era grid of cobblestoned streets and adobe buildings.”

พวกเราใช้เวลาดื่มด่ำร่องรอยอารยธรรมโบราณอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง  ราว 16:30 น. ก็กลับออกมา มีโอกาสเดินชมเมืองระหว่างทางไปยังที่นัดพบกับรถตู้ซึ่งจะต้องมารับพวกเราไปส่งยังสถานีรถไฟ มีร้านขายบรรดาของที่ระลึกมากมาย แต่คณะนี้ไม่ได้ซื้ออะไร ได้แต่ถ่ายรูป  จนไปถึงลานจอดรถก็หารถไม่เจอ รอกันอยู่นานกว่า 10 นาที คุณไกด์ก็พยายามติดต่อหาคนขับรถ แต่ติดต่อไม่ได้หรือไงไม่รู้ วุ่นวายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ได้ความว่ารถไปรออยู่ที่จอดรถอีกแห่ง จึงสรุปกันว่าเราตัดสินใจเดินไปหาเลยน่าจะง่ายกว่า

ระหว่างทางที่เดินไปหารถ ได้ชมดอกไม้งามๆ ช่วยดับอารมณ์หงุดหงิดเล็กๆ (ที่จริงหงุดหงิดมาก แต่พยายามข่มใจ ยิ้มเข้าไว้)

ในที่สุด คนขับรถและคุณไกด์ก็พาเราไปส่งที่สถานีรถไฟ Ollantaytambo ซึ่งทางบริษัทซื้อตั๋วรถไฟไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เรานำสัมภาระไปฝากที่โรงแรมในสถานีรถไฟ ซึ่งบริษัททัวร์มีคอนเน็กชั่นอยู่ให้เราสามารถไปนั่งพักรอเวลารถไฟได้ ที่นี่มีร้านอาหารเลยได้ไปใช้บริการสั่งมากินแก้หิวระหว่างรอเวลา ถึงตอนนี้นึกไม่ออกซะแล้วว่ากินอะไร น่าจะเป็นครัวซองต์หรือแซนวิชประมาณนั้น

ระหว่างรอรถไฟ พอใกล้เวลาก็มีวิตกจริตเล็กน้อย มีความกังวลกลัวตกรถไฟ และมันแปลกๆ ที่จนใกล้เวลาแล้วชานชาลาสถานีรถไฟก็ยังปิดไฟมืดและเงียบเชียบ ไม่เหมือนสถานีรถไฟในนานาอารยประเทศอย่างไทยแลนด์ที่มันจะต้องมีความวุ่นวายหน่อยๆ สถานีรถไฟที่นี่ตรวจบัตรโดยสารตั้งแต่ทางเข้า คือถ้าไม่มีตั๋วก็จะผ่านเข้ามาไม่ได้ คนมาส่งหรือมารอรับก็รออยู่นอกสถานีโน่น เรามีตั๋วก็พยายามดูแล้วดูอีกอ่านรายละเอียดก็ไม่รู้เรื่องว่ามันจะเป็นขบวนไหน เข้ามาจอดชานชาลาไหน ต้องอาศัยถามผู้คน ในที่สุดเมื่อได้เวลาพนักงานก็ยกป้ายบอกหมายเลขตู้มาตั้งประจำที่ พร้อมทั้งเตรียมบันไดสำหรับปีนขึ้นขบวนรถ ได้เห็นว่ามีผู้ร่วมทางมากมาย ผู้โดยสารต้องเตรียมพาสปอร์ตหรือบัตรประจำตัวให้ตรวจพร้อมตั๋วซึ่งต้องมีชื่อตรงกัน

รถไฟที่เราโดยสารเป็นบริการของ Peru Rail ขบวน The Expedition ซึ่งค่าโดยสารราคาประหยัดสุดสำหรับนักท่องเที่ยว ยังมีขบวนที่หรูกว่าและราคาแพงกว่าซึ่งระดับคนไม่ค่อยมีเงินอย่างเราไม่ได้ใช้บริการ แต่แค่ The Expedition นี่ได้สัมผัสแล้วก็รู้สึกดีงามน่านั่งมากแล้ว มีขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มประเภทชากาแฟเสิร์ฟให้ฟรีด้วย รถไฟขบวนนี้วิ่งจาก Cusco (Poroy Station) ปลายทาง Aguas Calientes (Machu Picchu) โดยแวะรับ-ส่งผู้โดยสารที่สถานี Ollantaytambo ซึ่งอยู่ในเส้นทาง แต่ตู้โดยสารที่ออกจากสถานีนี้เป็นตู้แยกเฉพาะ พนักงานหนุ่มแต่งตัวหล่อเหลา สุภาพมีอัธยาศัยไม่ตรีพร้อมให้บริการ กุลีกุจอช่วยยกกระเป๋าขึ้นขบวนรถให้สาวๆ อย่างพวกป้าอย่างดียิ่ง สรุปว่าประทับใจ

ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องรถไฟ  ท่านใดสนใจดูรายละเอียดได้จาก http://www.perurail.com
และมีฝรั่งเขียนไว้พร้อมภาพประกอบของรถไฟประเภทต่างๆ พร้อมวิวที่ผ่าน สนใจเข้าไปดูได้ตามนี้ค่ะ
https://www.seat61.com/Peru.htm

รถไฟขบวนของเราออกจากสถานี Ollantaytambo ราวสามทุ่ม ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า ถึงสถานี Aguas Calientes สี่ทุ่มเกือบครึ่ง วิตกจริตอีกว่าดึกขนาดนี้จะมีคนมารอรับหรือเปล่า ลงรถไฟแล้วก็เลิ่กลั่กตามๆ เขาออกมาจากสถานี แต่ในที่สุดก็มีหนุ่มเปรูมาถือป้ายชื่อรอรับอยู่ด้านนอก ดีใจแทบกรี๊ด เช็คแฮนด์แนะนำตัวกันแล้วก็จำไม่ได้หรอกว่าพ่อหนุ่มเธอชื่ออะไร ก็ชื่อฟังยาก ไม่คุ้นเคยเลยจริงๆ 555.. น่ารักมากค่ะ พาพวกเราเดินไปส่งยังโรงแรมที่พักชื่อ Hotel La Pequeña Casita ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ และบอกว่าพรุ่งนี้ตีสี่เขาจะมารับพาสปอร์ตพวกเราเพื่อไปรอเข้าคิวให้พวกเราที่จะขึ้นรถไป Machu Picchu ต้องรีบมาเข้าคิวเพื่อให้ทันรถเที่ยวแรกๆ ซึ่งเที่ยวแรกจะออกตีห้าครึ่ง .. โอ้.. ตกใจว่าต้องเช้าขนาดนั้นเลย เขาบอกว่าเขาจะมาจองคิวให้ พวกเราแค่ลงมาตอนใกล้เวลาที่จะขึ้นรถ แต่เราไม่อยากทิ้งพาสปอร์ตให้ใคร เลยบอกว่าเราจะลงมาสัมผัสบรรยากาศการรอคิวกับเขาด้วย จุดเข้าคิวขึ้นรถบัสก็อยู่หน้าโรงแรมที่เราพักนั่นเอง

พ่อหนุ่มคนนี้คือไกด์ท้องถิ่นของเราที่จะพาขึ้นชมมาชูปิกชูวันพรุ่งนี้ เขาบอกให้โรงแรมที่พักจัดอาหารเช้าใส่ถุงให้พวกเราเนื่องจากเราจะต้องออกเดินทางก่อนเวลาที่ห้องอาหารเช้าเปิดให้บริการ นับว่าเลิศมาก เราถามว่าแล้วพี่จะเจอน้องได้ตรงไหน เขาบอกว่าให้มองหาผู้ชายสวมหมวกที่มีพู่ห้อย มีเขาคนเดียวเท่านั้นที่สวมหมวกแบบนี้ ..อุ๊ต๊ะ ..ฟังดูเท่มากเลยน้อง

ไม่มีภาพ เพราะดึกแล้วไม่ได้ถ่ายรูป รอไว้เห็นหน้ากันชัดๆ พรุ่งนี้ละกัน
พรุ่งนี้แล้วนะคะ มาชูปิกชูดินแดนในฝัน โปรดติดตามตอนต่อไป..

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s